เทคโนโลยี

DStretch: เทคนิคจากภาพดาวเทียมช่วยเผยร่องรอยสีในภาพเขียนโบราณ

NASA เล่าที่มาของ DStretch เครื่องมือขยายความต่างของสีที่ต่อยอดจากงานภาพดาวเทียม ช่วยศึกษาภาพเขียนจางโดยประมวลผลภาพดิจิทัล

กล้องถ่ายภาพบนขาตั้งหันเข้าหาผนังหินที่มีรอยสีแดงจางและลายฝ่ามือ
ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่ภาพถ่ายเหตุการณ์จริง แสดงแนวคิดการบันทึกภาพเขียนสีบนผนังหินในสถานที่สมมติ · thainewsly · ภาพประกอบสร้างด้วย AI

เรียบเรียงใหม่เป็นภาษาไทยจาก NASA — Mike DiCicco

ร่องรอยสีบนผนังโบราณสถานอาจจางจนผู้เดินผ่านไม่ทันสังเกต แต่ภาพดิจิทัลยังเก็บความแตกต่างของสีบางส่วนไว้ได้ NASA เผยแพร่บทความวันที่ 8 กันยายน 2569 อธิบายว่าเทคนิค decorrelation stretch จากงานประมวลผลภาพดาวเทียมมีผู้นำมาต่อยอดเป็น DStretch เพื่อช่วยให้นักโบราณคดีเห็นรายละเอียดเหล่านั้นชัดขึ้น

จากข้อมูลพื้นผิวดาวอังคารสู่เครื่องมือดูภาพเขียน

ราวปี 2005 Jon Harman ผู้สนใจภาพเขียนบนหินเห็นตัวอย่างภาพพื้นผิวดาวอังคารของ NASA ทั้งก่อนและหลังใช้ decorrelation stretch เขามีพื้นฐานงานภาพทางการแพทย์ จึงมองเห็นโอกาสนำวิธีเพิ่มความต่างของสีไปใช้กับภาพเขียนเก่า และค้นงานวิชาการของ NASA เพื่อศึกษาขั้นตอนการคำนวณ

บทความที่ Harman ใช้ศึกษาวิธีการเขียนโดย Ronald Alley แห่งห้องปฏิบัติการ JPL ในปี 1996 ขณะพัฒนาแนวทางใช้ข้อมูลจากเครื่องมือ ASTER บนดาวเทียม Terra เทคนิคนี้จึงมีรากจากการอ่านภาพเพื่อแยกลักษณะพื้นผิว ก่อนนำไปประยุกต์กับวัตถุและสถานที่ที่มีรายละเอียดสีจางคล้ายกัน

DStretch ทำงานกับภาพดิจิทัลอย่างไร

Harman พัฒนาเครื่องมือเป็นปลั๊กอินสำหรับ ImageJ โปรแกรมโอเพนซอร์สที่พัฒนาโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NIH หน้าที่ของ DStretch คือขยายความต่างของสีในข้อมูลภาพ ทำให้ร่องรอยที่ใกล้เคียงกับสีพื้นหลังเด่นขึ้น ผลลัพธ์เป็นภาพผ่านการประมวลผล ไม่ใช่การทาสีเพิ่มบนผนังหรือพื้นผิวของโบราณสถาน

NASA ยกภาพจากถ้ำ San Borjitas ในรัฐบาฮากาลิฟอร์เนียของเม็กซิโกเป็นตัวอย่าง ระหว่างพัฒนาโปรแกรม Harman เห็นร่างสีเหลืองปรากฏชัดขึ้นกลางภาพหลังประมวลผล กรณีนี้ช่วยแสดงประโยชน์ของการเปรียบเทียบภาพก่อนและหลัง เพื่อแยกรายละเอียดที่เดิมสังเกตได้ยากออกมาศึกษา

กรณีนครวัดเป็นการค้นพบในปี 2010–2012

ในหอคอยส่วนกลางของนครวัด มีภาพคนขี่ม้าและวงดนตรีดั้งเดิมที่จางมาก นักโบราณคดีพบภาพกลุ่มนี้ระหว่างปี 2010–2012 พร้อมภาพอื่นประมาณ 200 ภาพทั่วพื้นที่ โดยใช้แนวทางประมวลผลดังกล่าว วันที่ NASA เผยแพร่เรื่องในปี 2026 จึงเป็นวันที่เล่าการต่อยอดเทคโนโลยี ไม่ใช่วันที่เพิ่งค้นพบภาพเขียนนครวัดทั้งหมด

เครื่องมือยังมีการใช้ศึกษาภาพตามแหล่งโบราณคดีในนอร์เวย์ อียิปต์ และแคนาดา รวมถึงงานตรวจร่องรอยรอยสักบนร่างมัมมี่ NASA ระบุว่า Harman พัฒนาแอปโทรศัพท์ที่ใช้วิธีลัดเลียนแบบเทคนิคนี้ราวปี 2010 ด้วย การใช้งานที่หลากหลายสะท้อนว่าการแยกสีช่วยเปิดรายละเอียดได้ในภาพหลายชนิด

สิ่งที่ภาพผ่านการปรับสีให้ได้คือหลักฐานทางสายตาที่ตรวจต่อได้ ส่วนอายุ ความหมาย และผู้สร้างภาพเขียนยังต้องอาศัยการศึกษาทางโบราณคดีประกอบ การอ่านผลจึงควรเทียบกับภาพต้นฉบับและบริบทของสถานที่ ไม่ใช้สีที่ปรากฏหลังประมวลผลเป็นข้อยืนยันประวัติของภาพเพียงอย่างเดียว

ตรวจสอบต้นทาง

แหล่งข้อมูลของบทความนี้

  1. NASA — Mike DiCicco เปิดในแท็บใหม่www.nasa.gov